Latest Entries »

ดอกกุหลาบ

ชื่อโครงงาน : การปลูกดอกกุหลาบ
ผู้จัดทำ : น.ส.อลิสา ชิลพลชาย
ครูผู้สอน : อ.คเชนทร์ กองพิลา
คำถามจากโครงงาน :
1.กุหลาบมีประโยชน์และมีความสำคัญในด้านใดบ้าง
2.ก่อนที่เราจะปลูกดอกกุหลาบควรทำอย่างไรบ้าง
3.การดูแลกุหลาบและการให้น้ำมีขั้นตอนอย่างไร
วัตถุประสงค์ :เพื่อต้องการศึกษาเรื่องของการปลูกกุหลาบให้ได้ดอกที่สวยและต้องการรู้วิธีการดูแลดอกกุหลาบให้ถูกวิธีอีกด้วย
ที่มา :http://www.doae.go.th/library/html/detail/rose/menu.htm

 

การดูแลรักษากองปุ๋ยหมัก

หลังจากกองปุ๋ยหมักเสร็จแล้วจะต้องหมั่นตรวจดูแลกองปุ๋ยหมักอยู่เสมอโดยปฏิบัติดังนี้

  1. จะต้องป้องกันไม่ให้สัตว์เข้าไปทำลาย หรือคุ้ยเขี่ยกองปุ๋ยหมัก ถ้ากองแบบในคอกก็ไม่มีปัญหา
แต่ถ้ากองบนพื้นดินหรือในหลุมควรหาทางมะพร้าวหรือกิ่งไม้วางทับกองปุ๋ยหมักไว้กันสัตว์คุ้ยเขี่ย
  2. ทำการให้น้ำกองปุ๋ยหมักให้มีความชื้นพอเหมาะอยู่เสมอ คือ ไม่ให้แห้งหรือแฉะเกินไป
มีวิธีการตรวจอย่างง่ายๆ คือ เอามือสอดเข้าไปในกองปุ๋ยหมักให้ลึกๆ แล้วหยิบเอาชิ้นส่วนภายในกองปุ๋ยหมักมาบีบดู ถ้าปรากฏว่ามีน้ำติดฝ่ามือแสดงว่าความชื้นพอเหมาะไม่ต้องให้น้ำ ถ้าไม่มีน้ำติดฝ่ามือแสดงว่ากองปุ๋ยหมักแห้งเกินไปต้องให้น้ำในระยะนี้ ถ้าบีบดูมีน้ำทะลักออกมาตามง่ามนิ้วมือ แสดงว่าแฉะเกินไปไม่ต้องให้น้ำ
  3. การกลับกองปุ๋ย นับเป็นหัวใจสำคัญในการทำปุ๋ยหมักจะละเลยมิได้ เพราะเชื้อจุลินทรีย์ต่าง ๆ
ก็ย่อมต้องการอากาศหายใจเหมือนมนุษย์ ดังนั้นการกลับกองปุ๋ยหมักนอกจากจะช่วยให้ออกซิเจนแก่จุลินทรีย์แล้ว ยังเป็นการระบายความร้อนออกจากกองปุ๋ยอีกด้วย ยิ่งขยันกลับกองปุ๋ยหมักมากเท่าไรก็จะทำให้ได้ปุ๋ยหมักใช้เร็วมากขึ้นเท่านั้น เพราะทำให้เศษพืชย่อยสลายทั่วทั้งกอง และได้ปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพดีอีกด้วย ตามปกติควรกลับกองปุ๋ยหมักอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

ลักษณะของเส้น (CHARACTERISTICS OF LINE)

       ลักษณะของเส้นก็คือคุณค่าทางกายภาพของเส้นนั่นเอง ขนาดและทิศทางของเส้นจะมีลักษณะของความ
หมาย เช่นเดียวกับลักษณะนั้นๆ เช่น
ลักษณะที่ 1 เส้นดิ่ง และ เส้นตั้ง แสดงถึงความมั่นคงแข็งแรง,สง่า สงบ,คงอยู่ตลอดไป,มั่นคงถาวร,ไม่เคลื่อนไหว นิยมใช้สำหรับการเขียนภาพอาคาร อย่างเช่น สร้างรูปแบบของธนาคารที่มีเส้นตรงๆ ให้ความรู้สึกถึงความมั่นคงแข็งแรง ไม่ล้มง่าย หมายถึงความรู้สึกของผู้ที่เข้าไปฝากธนาคารด้วย อย่างนี้เป็นต้น
ลักษณะที่ 2 เส้นขนาน และ เส้นนอน แสดงถึงความรู้สึกไม่สิ้นสุดไปได้เรื่อยๆ ความสงบ,ความราบรื่น ความเรียบง่าย
ลักษณะที่ 3 เส้นเฉียง แสดงถึงความรู้สึกไม่มั่นคง,อันตราย,กำลังจะล้มแล้ว,โอนเอน,โอนอ่อนผ่อนตาม
ความไม่สมดุล
ลักษณะที่ 4 เส้นหยัก โดยใช้เส้นเฉียงมาต่อกันในลักษณะคล้ายๆ กับฟันปลา แสดงถึงความแหลมคม บาดเจ็บ,อันตราย,การทำลาย,การเคลื่อนไหวที่มีพลังอย่างต่อเนื่อง การขึ้นๆ ลงๆ ของดัชนีอย่างตลาดหุ้น ซึ่งมี
เป็นเส้นพารากราฟขึ้นมา
ลักษณะที่ 5 เส้นโค้ง แสดงถึงความอ่อนน้อม,นุ่มนวล
ลักษณะที่ 6 เส้นขยุกขยิก แสดงถึงความสับสน,ยุ่งเหยิง,วุ่นวาย,ตื่นเต้น
นอกจากลักษณะของเส้นแล้วยังมีทิศทางของเส้น ได้แก่แนวราบ แนวเฉียง แนวลึก แนวดิ่ง จากทิศทางก็เป็นขนาด ขนาดของเส้นนั้นไม่มีความกว้างมีแต่ความหนา ความบาง เส้นใหญ่หรือเส้นเล็ก ความหนาของเส้นจะต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับความยาวเป็นหลัก เพราะเส้นที่สั้นมากจะมีความหนาดูคล้ายกับเป็นรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งจะหมดคุณสมบัติของเส้นจะกลายเป็นรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้า

หน้าที่ของเส้น เส้นมีหน้าที่ที่พอจะจำกัดความได้ดังนี้

1.ใช้เป็นสำหรับการแบ่งพื้นที่ หรือที่ว่างให้แยกออกจากกัน
2.ใช้เป็นส่วนจำกัดพื้นที่ของรูปทรง
3.ใช้สร้างลักษณะต่างๆ ที่ศิลปินต้องการสร้างขึ้นมา เช่น สร้างเส้นตรง เส้นโค้งคด เส้นหยักฟันปลาหรือ
เส้นวงเป็นก้นหอย
4.ใช้สร้างความเป็น 2 มิติ และ 3 มิติให้แก่รูปทรง ให้เป็นรูประยะตื้น ลึก หนา บาง
5.ใช้แสดงแกนของสิ่งทั้งหลาย
6.ใช้สร้างให้เกิดทิศทางและการเคลื่อนไหว
7.ใช้สร้างให้เกิดแสงและเงา ด้วยการประสานเส้นโดยเส้นที่ถี่ และเส้นที่ห่าง
8.ใช้พัฒนาเทคนิคในการใช้เส้นของตัวเองที่ถ่ายทอดเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกที่อยากจะถ่ายทอด
ออกมาให้ได้ตรงที่สุด

ค่าของแสงและเงา แบ่งได้เป็น 6 ค่าระดับ

1.แสงสว่างที่สุด (HIGH LIGHT) เป็นส่วนของวัตถุที่กระทบแสงโดยตรง จึงจะทำให้บริเวณนั้นสว่างมากที่สุด
2.แสงสว่าง (LIGHT) เป็นส่วนของวัตถุที่ไม่ได้ปะทะกับแสงที่ส่องมาโดยตรง แต่อยู่ในอิทธิพลของแสงนั้นด้วย
3.เงา (SHADOW) อยู่ในส่วนรับอิทธิพลของแสงน้อยมาก
4.เงามืด (CORE OF SHADOW) อยู่ในส่วนที่ไม่ได้รับอิทธิพลของแสงเลย
5.แสงสะท้อน (REFLECTED LIGHT) บริเวณของวัตถุที่ไม่ได้รับแสงโดยตรง แต่เป็นการสะท้อนของแสง จากวัตถุใกล้เคียง
6.เงาตกทอด (CAST SHADOW) บริเวณที่เงาของวัตถุนั้นตกทอดไปตามพื้นหรือตามวัตถุอื่นที่รองรับน้ำหนักแก่กว่าบริเวณแสงสะท้อน

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ส่วนผสม
แป้งข้าวเหนียว
50 กรัม
น้ำเปล่า (สำหรับผสมตัวแป้ง)
1 ช้อนโต๊ะ
น้ำคั้นใบเตย
1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย
250 กรัม
น้ำเปล่า
1 ถ้วยตวง
หัวกะทิคั้นข้นๆ
1/2 ถ้วยตวง
เกลือป่น
1/4 ถ้วยตวง
ไข่ไก่
3 ฟองวิธีทำ1. ผสมน้ำเปล่ากับน้ำตาลทรายให้เข้ากัน ใส่กระทะตั้งไฟพอเดือด จนส่วนผสมเป็นน้ำเชื่อมข้นๆ เบาไฟอ่อนๆ รอจนน้ำเชื่อมเป็นยางมะตูมอ่อนๆ เบาไฟอ่อน 2. ผสมแป้งข้าวเหนีว 25 กรัมกับน้ำเปล่า และผสมแป้งที่เหลือกับน้ำคั้นใบเตย นวดจนเนียน ปั้นเป็นเม็ดกลมเล็ก ใส่ก้อนแป้งลงต้มจนแป้งสุกใสและลอยขึ้น ตอกไข่ไก่ลงไปต้มในน้ำเชื่อม จนไข่สุกลอยขึ้น3. ตั้งกะทิให้เดือด ใส่เกลือป่นคนจนละลาย4. ตักบัวลอยใส่ถ้วย ตักน้ำกะทิราดข้างบน จัดเสิร์ฟถ้าอยากมีลูกบัวลอยสีอื่นๆก็ใช้น้ำคั้นจากผัก-ผลไม้ที่มีสีสันก็ได้นะคะ

การแก้สมการและอสมการ
ประโยคภาษาคือ ประโยคที่ใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน

ประโยคสัญลักษณ์  คือ   ประโยคที่ถูกสร้างขึ้นมาแทนประโยคภาษาเพื่อความ 

สะดวกในการคิดคำนวณ

    ประโยคภาษา                           ประโยคสัญลักษณ์

ครึ่งหนึ่งของห้าสิบน้อยกว่าสามสิบ                      

สองเท่าของจำนวนหนึ่งมากกว่าสิบอยู่สอง

  1. สมการ คือ  ประโยคสัญลักษณ์ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของจำนวนโดยมี

สัญลักษณ์  ” = ” บอกความสัมพันธ์ระหว่างจำนวน  คำตอบของสมการคือ จำนวนที่แทนตัวแปรในสมการแล้วทำให้สมการเป็นจริง หรือสอดคล้องกับสมการ

3.  อสมการ  คือ ประโยคสัญลักษณ์ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของจำนวนโดยมี

สัญลักษณ์  ” < ,  > ,  £ , ³ ,  ¹   บอกความสัมพันธ์ระหว่างจำนวน   คำตอบของอสมการคือ จำนวนที่แทนตัวแปรแล้วในอสมการทำให้อสมการเป็นจริงหรือสอดคล้องกับอสมการ

4.  การแก้สมการ คือ วิธีหาคำตอบของสมการนั่นเอง

การตรวจสอบ  คือ การนำตัวแปรที่ได้จากการแก้สมการไปแทนลงในสมการที่กำหนดให้เพื่อดูว่าค่าดังกล่าวเป็นคำตอบของสมการหรือไม่

    หลักการแก้ปัญหาโจทย์สมการ

    1. อ่านโจทย์ให้เข้าใจว่าโจทย์กำหนดอะไรมาให้และต้องการหาอะไร
    2. กำหนดตัวแปรแทนโจทย์ต้องการหา
    3. เปลี่ยนประโยคภาษาที่โจทย์กำหนดให้เป็นประโยคสัญลักษณ์(สมการ)
    4. แก้สมการเพื่อหาคำตอบที่โจทย์ต้องการ
    5. ตรวจสอบคำตอบที่ได้กับเงื่อนไขที่โจทย์กำหนดว่าสอดคล้องกันหรือไม่

     

                   B = 30    ————-(2)

                    แทนค่า(1)  ด้วย  (2)  ได้  2A = 5(30) – 10 

    =  150 – 10  = 140  

                                                            A  =  140/2  =  70

            ตรวจสอบคำตอบ  แทนค่า A = 70  ใน (1)  ได้  

    5(30) – 2(70) = 150 – 140 = 10

    ทำให้สมการเป็นจริง

    6.  หลักการแก้อสมการ

    1. คำตอบที่ได้จากอสมการจะอยู่ในรูปช่วง
    2. ถ้าคูณหรือหารด้วยค่าลบ(จำนวนจริงลบ) เครื่องหมายของอสมการต้องเปลี่ยนเป็นตรงข้าม
    3. การแก้อสมการกำลังสูงสุดแค่หนึ่งให้ใช้หลักการแก้เหมือนการแก้สมการคือย้ายข้างได้สำหรับการบวกและลบนิยมย้ายตัวแปรใว้ด้านหนึ่ง
    4. การแก้อสมการที่มีกำลังมากกว่าหนึ่ง

    4.1         ทำทางขวามือของอสมการให้มีค่าเป็นศูนย์

    4.2         แยกตัวประกอบของอสมการให้อยู่ในรูปผลคูณหรือผลหารของฟังก์ชัน

    4.3         พิจารณาดูว่าค่าใดบ้างที่ทำให้ตัวประกอบแต่ละตัวเท่ากับสูนย์

    4.4         นำค่าที่ได้ใส่ลงในเส้นจำนวน โดยเรียงจากน้อยไปมาก

        น้อย       +        –      +        –       +          มาก

            กำหนดให้ช่วงทางขวามือสุดเป็นค่าบวก  และถัดมาเป็นค่าลบ   บวก   ลบ  ……      สลับไปเรื่อย ๆ ตามจำนวนของช่วงที่มีอยู่

    4.5         พิจารณาหาคำตอบ โดยใช้หลัก

    (1)          ถ้าอสมการเครื่องหมาย > , ³ เลือกช่วงที่มีค่าบวก(+)  ถ้ามีหลายค่าเชื่อมด้วย “หรือ”

    (2)          ถ้าอสมการเครื่องหมาย < , £ เลือกช่วงที่มีค่าลบ(-)  ถ้ามีหลายค่าเชื่อมด้วย “หรือ”

    ตัวอย่าง  จงแก้อสมการ  (x-5)(x+2)      > 0

                                    (x-3)

            วิธีทำ  วงเล็บใดวงเล็บหนึ่งเท่ากับ 0 หาค่า x ออกมาได้ x = 5 ,-2 ,3

                    เขียนบนเส้นจำนวน

                                    –          +           –               +

                                           -2          3               5

                            \ คำตอบ คือ -2 < x < 3  หรือ  x  > 5

    ทดสอบความเข้าใจ

    ข้อ 1. สนามหญ้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ารูปหนึ่งมีด้านยาวยาวกว่าด้านกว้าง 3 เมตร ถ้า

    วัดความยาวรอบสนามได้ 74 เมตร สนามแห่งนี้มีพื้นที่เท่าใด

    เฉลย

    ข้อ 1. ตอบ 340  ตารางเมตร

ภาษาไทย
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา
ภาษาไทย
เสียงอ่าน: [pʰāːsǎːtʰāj]
พูดใน: ประเทศไทย ประเทศกัมพูชา ประเทศลาว ตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย ตอนใต้ของประเทศพม่าทางตอนใต้ของประเทศจีนที่เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา
จำนวนผู้พูด: 60-65 ล้านคน (ไม่รวมไทยถิ่นเหนือ อีสาน และไทยถิ่นใต้)
อันดับ: 24
ภาษาไทย เป็นภาษาทางการของประเทศไทย และภาษาแม่ของชาวไทย และชนเชื้อสายอื่นในประเทศไทย ภาษาไทยเป็นภาษาในกลุ่มภาษาไต ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของตระกูลภาษาไท-กะได สันนิษฐานว่า ภาษาในตระกูลนี้มีถิ่นกำเนิดจากทางตอนใต้ของประเทศจีน และนักภาษาศาสตร์บางท่านเสนอว่า ภาษาไทยน่าจะมีความเชื่อมโยงกับ ตระกูลภาษาออสโตร-เอเชียติก ตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน ตระกูลภาษาจีน-ทิเบต

ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีระดับเสียงของคำแน่นอนหรือวรรณยุกต์เช่นเดียวกับภาษาจีน และออกเสียงแยกคำต่อคำ เป็นที่ลำบากของชาวต่างชาติเนื่องจาก การออกเสียงวรรณยุกต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคำ และการสะกดคำที่ซับซ้อน นอกจากภาษากลางแล้ว ในประเทศไทยมีการใช้ ภาษาไทยถิ่นอื่นด้วย

เนื้อหา
1 ชื่อภาษาและที่มา
2 ระบบเสียง
2.1 พยัญชนะ
2.2 สระ
2.3 วรรณยุกต์
3 ไวยากรณ์
4 การยืมคำจากภาษาอื่น
4.1 คำที่ยืมมาจากภาษาบาลี-สันสกฤต
5 ดูเพิ่ม
6 อ้างอิง
7 แหล่งข้อมูลอื่น

ภาษาไทยเป็นภาษาหนึ่งที่มีการยืมคำมาจากภาษาอื่นๆค่อนข้างสูงมาก มีทั้งแบบยืมมาจากภาษาในตระกูลภาษาไท-กะได ด้วยกันเอง และข้ามตระกูลภาษา โดยส่วนมากจะยืมมาจากภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต และภาษาเขมร ซึ่งมีทั้งรักษาคำเดิม ออกเสียงใหม่ สะกดใหม่ หรือเปลี่ยนความหมายใหม่ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน

ดั้งจมูก โดยมีคำว่าดั้ง เป็นคำในภาษาไต ส่วนจมูก เป็นคำในภาษาเขมร
อิทธิฤทธิ์ มาจาก อิทธิ (iddhi) ในภาษาบาลี ซ้อนกับคำว่า ฤทธิ (ṛddhi) ในภาษาสันสกฤต โดยทั้งสองคำมีความหมายเดียวกัน
[แก้] คำที่ยืมมาจากภาษาบาลี-สันสกฤต
คำจำนวนมากในภาษาไทย ไม่ใช้คำในกลุ่มภาษาไต แต่เป็นคำที่ยืมมาจากกลุ่มภาษาสันสกฤต-ปรากฤต โดยมีตัวอย่างดังนี้

รักษารูปเดิม หรือเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
วชิระ (บาลี:วชิระ [vajira]), วัชระ (สันส:วัชร [vajra])
ศัพท์ (สันส:ศัพทะ [śabda]), สัท (เช่น สัทอักษร) (บาลี:สัททะ [sadda])
อัคนี และ อัคคี (สันส:อัคนิ [agni] บาลี:อัคคิ [aggi])
โลก (โลก) – (บาลี-สันส:โลกะ [loka])
ญาติ (ยาด) – (บาลี:ญาติ (ยา-ติ) [ñāti])
เสียง พ มักแผลงมาจาก ว
เพียร (มาจาก พิริยะ และมาจาก วิริยะ อีกทีหนึ่ง) (สันส:วีรยะ [vīrya], บาลี:วิริยะ [viriya])
พฤกษา (สันส:วฤกษะ [vṛkṣa])
เสียง -อระ เปลี่ยนมาจาก -ะระ
หรดี (หอ-ระ-ดี) (บาลี:หรติ [harati] (หะระติ))
หากมี ต เป็นพยัญชนะ มักจะเปลี่ยนเป็น ด
หรดี (หอ-ระ-ดี) (บาลี:หรติ [harati] (หะระติ))
เทวดา (บาลี:เทวะตา [devatā])

ศิลปะของการเขียนภาพ (เวร์เมร์)
“ศิลปะของการเขียนภาพ” The Art of Painting
โยฮันส์ เวร์เมร์ ค.ศ. 1666
จิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าใบ 130 × 110 cm
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะ เวียนนา
ศิลปะของการเขียนภาพ หรือ อุปมานิทัศน์ของการเขียนภาพ หรือ จิตรกรในห้องเขียนภาพ (The Art of Painting หรือ The Allegory of Painting หรือ Painter in his Studio) เป็นภาพเขียนสีน้ำมันที่เขียนโดยโยฮันส์ เวร์เมร์ จิตรกรสมัยบาโรกชาวเนเธอร์แลนด์
ที่ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะ ในกรุงเวียนนาในประเทศออสเตรีย
เวร์เมร์เขียนภาพ “ศิลปะของการเขียนภาพ” เสร็จในปี ค.ศ.1666 ผู้เชี่ยวชาญทางศิลปะหลายท่านกล่าวว่า งานชิ้นนี้เป็นอุปมานิทัศน์ของการเขียนภาพฉะนั้นภาพเขียนจึงรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “อุปมานิทัศน์ของการเขียนภาพ” และเป็นภาพเขียนที่ใหญ่ที่สุดและซับซ้อนที่สุดของงานทั้งหมดที่เวร์เมร์เขียน
ภาพเขียนนี้มีชื่อเสียงเป็นภาพเขียนที่เวร์เมร์ชอบที่สุด และเป็นภาพที่เป็นงานเขียนแบบภาพลวงตา แม้ว่าจะเป็นภาพที่เขียนในสมัยที่ยังไม่มีเทคโนโลยีในด้านการถ่ายภาพ แต่ก็สามารถแสดงความเป็นจริงในการสร้างรายละเอียดทางจักษุอย่างภาพถ่ายได้
ประวัติ
ภาพเขียนนี้เป็นภาพเขียนชิ้นสำคัญ เพราะเวร์เมร์ไม่ยอมขายแม้เมื่อมีหนี้สิน ในปี ค.ศ.1676 คาทารินาแม่หม้ายของเวร์เมร์ ยกภาพเขียนให้มาเรีย ทินส์ผู้เป็นแม่ เพื่อจะเลี่ยงการที่จะต้องขายภาพนี้เพราะหนี้สิน
แต่อันโทน ฟาน เลเวนเฮิคผู้จัดการมรดกของเวร์เมร์ กล่าวว่าการโอนภาพเขียนไปให้แม่ยายของเวร์เมร์เป็นการผิดกฎหมาย
ภาพเขียนนี้เป็นของผู้ที่ได้รับจากก็อตต์ฟรีด ฟอน สวีเต็น (Gottfried van Swieten) จนกระทั่งเคานท์โยฮันน์ รูดอล์ฟ เซร์นินแห่งออสเตรียซื้อเป็นจำนวนเงิน 50 ดัทช์ฟลอรินในปี ค.ศ.1813
จนกระทั่งปี ค.ศ.1860 ภาพเขียนนี้เชื่อกันว่าเขียนโดยจิตรกรคู่แข่งของเวร์เมร์เปียเตอร์ เดอ ฮูค (Pieter de Hooch) ถึงกับมีการปลอมลายเซ็นของฮูคบนภาพนี้

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.